บทความที่น่าสนใจ

ทัศนะจิตรกรรุ่นใหม่จากค่ายศิลปากร / 4

203views

โดย วราวุฒิ โตอุรวงศ์

มาถึงตอนสุดท้ายในการชวนชมนิทรรศการ “NOIR ART THESIS 2016” ซึ่งเราจะมาดูกลุ่มจิตรกรรุ่นใหม่ที่มีความพยายามขยายขอบเขตงานจิตรกรรม การที่จะขยายขอบเขตของจิตรกรรมก็คงเป็นเรื่องปกติที่ผู้แสวงหาทางออกจะต้องมีความรู้ ความเข้าใจลักษณะเฉพาะดั้งเดิมของจิตรกรรมเสียก่อน หรือไม่ก็จะต้องเห็นข้อจำกัดบางอย่างที่ไม่สามารถตอบสนองความคิด และการแสดงออกของตนเองได้ ผลงานในแนวทางนี้จึงมักจะมีลักษณะที่ทำให้ผู้ดูเกิดความสงสัยว่ามันแตกต่างจากของเก่าอย่างไร มีอะไรใหม่ หรือมันเป็นจิตรกรรมอย่างไร รอยต่อระหว่างของเก่าของใหม่อยู่ตรงไหน และมันยังคงเป็นจิตรกรรมอยู่หรือไม่ คำถามเหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีหากงานจิตรกรรม หรือศิลปะชิ้นนั้นมีลักษณะแตกต่างไปจากเดิม อันที่จริงการเกิดสภาพการณ์เช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดีเพราะมันจะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ศิลปะหรืองานจิตรกรรมกำลังมีทิศทางการพัฒนา และสะท้อนให้เห็นพลังการสร้างสรรค์ได้
ผลงานในนิทรรศการ “NOIR ART THESIS 2016” มีกลุ่มจิตรกรที่สร้างงานไปในทิศทางดังกล่าวจำนวนหนึ่ง จะขอเริ่มที่ผลงาน “Dimension of Painting and Olden Object” โดย บุระเฉลิม ยมนาค หากเราพิจารณาผลงานทั้งจากกายภาพผลงาน และจากชื่อผลงาน เราจะเข้าใจได้ชัดเจนว่า บุระเฉลิมได้พยายามใช้งานจิตรกรรมผสมผสานกับการจัดวาง (Painting Installation) จากการที่เขาได้นำงานจิตรกรรมที่ขึงเฟรมเรียบร้อยตามปกติโดยมีภาพของวัตถุสิ่งของที่เขียนด้วยความประณีตได้วางพาดบนขาตั้ง ให้งานจิตรกรรมขนานไปกับพื้นคล้ายด้านบนของโต๊ะ งานจิตรกรรมบางชิ้นวางแบอยู่กับพื้น บางชิ้นวางอยู่สูงกว่าความสูงของผู้ดูงานแล้วติดตั้งให้ขนานไปกับเพดาน ผลงานจิตรกรรมทั้งหมดได้ผนวกกับวัตถุอื่น ๆ เช่น ขอนไม้ โครงสร้างเหล็ก กระจก โคมไฟฉายแสง เป็นต้น การรับรู้แรกของเราคือเราจะเข้าใจได้ว่าจิตรกรจงใจให้ผู้ดูงานมองงานจิตรกรรมในลักษณะอื่นที่แตกต่างไปจากเดิม เช่น ผู้ดูงานจะต้องเปลี่ยนอิริยาบถไปเรื่อย ๆ ตลอดการรับชมผลงานของบุระเฉลิม เช่น ต้องก้มหน้า และมองกดต่ำในการมองผลงานที่วางนอนราบขนานอยู่กับพื้น หรือต้องแหงนหัวเพื่อมองภาพที่อยู่สูงเหนือหัว หรือมองผ่านรูจากช่องส่องไปยังภาพจิตรกรรมเพื่อให้เห็นภาพที่สมบูรณ์ หรือมองผ่านกระจกสะท้อนเพื่อให้เห็นภาพที่หลบซ่อนอยู่ การเชิญชวนให้ผู้ดูมองงานจิตรกรรมได้หลากหลายวิธีเช่นนี้ส่งผลให้เกิดการตีความได้ว่า หากการพิจารณางานจิตรกรรม/ศิลปะเป็นหนทางของการแสวงหาความจริง หรือเป็นการเชื่อมโยงไปสู่การตีความสถานการณ์บางอย่างของมนุษย์ การที่เราจะเข้าถึงเป้าหมายเช่นนี้ได้คงเป็นเรื่องของ “มุมมอง” และ “ตำแหน่งของการมอง” ซึ่งจะเป็นตัวสร้างความเข้าใจหนึ่ง ๆ หรือทัศนคติบางอย่างที่มีต่อสิ่งรอบตัวเรา อีกทั้งหากเรามองผลงานชิ้นนี้ในระยะไกล เราจะเห็นภาพรวมของงานจิตรกรรมที่จัดวางอยู่ร่วมกับวัตถุสิ่งของต่าง ๆ เป็น “สภาพนามธรรม” ที่จะตรงข้ามกับความเข้าใจในการมองระยะใกล้ สภาพนามธรรมนี้ชวนให้เรามองเห็นมันอย่างเป็นกลาง ผลงานในระยะไกลจึงเป็นเพียงพื้นที่ที่รอให้ผู้ชมเข้ามาเติมเต็มเพื่อมองมันในอีกมุมหนึ่ง

อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือผลงานที่ชื่อ “หมาป่าในเสื้อขนแกะ” โดยจิตรกรหญิง พิมพ์ญาดา ธิติกุลธัญโรจน์ ฉากการ์ตูนของนิทานที่เรารับรู้ได้จากผลงานชิ้นนี้ในเบื้องต้น ได้ทำให้เราระลึกนึกถึงสิ่งที่เราเคยได้ฟัง ได้ฝัน และได้จินตนาการในวัยเด็ก ภายใต้ภาพความทรงจำเหล่านั้นเราจะได้รับการปลูกฝังทัศนคติหลายอย่างผ่านเรื่องเล่าที่น่าติดตามอย่างไม่สลับซับซ้อน พิมพ์ญาดาได้นำเสนอภาพจำเหล่านั้นผ่านการใช้เทคนิคพื้นฐานคือการวาด ระบายสี แต่พิมพ์ญาดา จะวาดเป็นชิ้น ๆ เหมือนจิ๊กซอว์ แล้วนำมาจัดวางร่วมกันจนเกิดเป็นภาพของฉากเหตุการณ์ใหม่ที่มีมิติระยะใกล้ กลาง ไกล คล้ายการนำภาพแบน ๆ มาร้อยเรียงให้เกิดความลวง และในสถานการณ์ของฉากนิทานนี้ได้ทิ้งขว้างเรื่องราวทั้งก่อน และหลังจากที่เราเห็นนี้เอาไว้ให้ฝันต่อ เมื่อเราสังเกตเห็นกลวิธีการสร้างงานของเขาชัดเจนแล้ว ภาพจำที่หอมหวานในวัยเด็กนั้นอาจเริ่มเปลี่ยนไป เราเริ่มเห็นความสลับซับซ้อน ความลึกลับ และคำถามที่ชวนให้สงสัย ผลงานได้ชวนให้ผู้ดูตระหนักถึงสภาวะความเป็นผู้ใหญ่จากฉากของวัยเด็ก หรือใช้ภาพของวัยเด็กเพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความเป็นไปของโลกแห่งความเป็นจริง ทำไมเราจึงรู้สึกเช่นนั้น ประการแรกปัจจัยสำคัญน่าจะเกิดจากการนำเสนอมุมมองที่ทั้งให้เราเห็นภาพอย่างเปิดเผยและปิดบังอำพราง ผ่านการสร้างมิติ ความลึก ซึ่งเกิดจากความแบนของแผ่นภาพที่จิตรกรได้บรรจงวาด และหากเราพิจารณาในแง่ของความเป็นสื่อที่ในปัจจุบันเราพยายามแบ่งแยกประเภทของสื่อต่าง ๆ แต่พิมพ์ญาดาได้พยายามที่จะเชื่อมต่อรอยแยกกันระหว่างงานทัศนศิลป์ กับงานภาพประกอบนิทานเด็ก ที่เราอาจเข้าใจว่ามันมีสถานะที่ต่างกัน และงานทัศนศิลป์ก็มักจะถูกยกย่องว่ามีคุณค่าที่เหนือกว่าเสมอ ซึ่งจิตรกรผู้นี้อาจมองว่าคุณค่าที่แท้จริงมันควรจะอยู่ที่สิ่งนั้นได้ทำหน้าที่อย่างครบถ้วนหรือไม่ มากกว่าการประเมินคุณค่าจากค่านิยม ดังนั้นงานภาพประกอบ งานฝีมือ และงานทัศนศิลป์จึงมีโอกาสได้ร่วมไม้ร่วมมือกันเพื่อสื่อสารได้อย่างน่าสนใจ

ผลงานชิ้นสุดท้ายที่จะกล่าวถึงคือผลงาน “ศิลปะกราฟฟิตี้จากประสบการณ์แห่งการเดินทาง” โดย อาทิตย์ สังข์ตะคุ ผลงานงานกราฟฟิตี้ของอาทิตย์มีความน่าสนใจในหลาย ๆ ประเด็น เนื่องจากความจงใจของอาทิตย์ที่จะผสมลักษณะเฉพาะของงานกราฟฟิตี้ งานภาพถ่าย วีดีโอ จักรยานยนต์ เพื่อผลักดันไปสู่การสร้างผลงานศิลปะของเขา เริ่มจากประเด็นของงานกราฟฟิตี้ซึ่งเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่างานลักษณะนี้จะต้องมีความเกี่ยวข้องกับสถานที่ สิ่งแวดล้อม และการรุกเข้าไปหาผู้ชมตามท้องถนนของสังคมเมืองเพื่อสื่อสารบางอย่าง การรุกเข้าไปหาคนดูในสังคมเมืองโดยอาศัยจักรยานยนต์คู่ชีพของ อาทิตย์ กับป้ายตัวหนังสือที่ติดอยู่ด้านข้างของจักรยานยนต์ งานกราฟฟิตี้ของอาทิตย์อาจจะไม่ได้ไปเบียดเบียนผนัง หรือพื้นที่ของผู้อื่นเหมือนดั่งเช่นงานกราฟฟิตี้ทั่วไป การแสดงออกต่าง ๆ ได้กระทำลงบนจักรยานยนต์อันเป็นสมบัติของเขา แล้วให้รูปลักษณ์ของงานกราฟฟิตี้ได้เคลื่อนที่ไปตามถนนหนทาง ณ สถานที่ต่าง ๆ ทำให้เรานึกเชื่อมโยงไปถึงรสนิยมของคนไทยที่ชัดเจนมากคือ รสนิยมของเหล่านักซิ่ง หรือเด็กแว้น อย่างไรก็ดีงานของเขาก็ยังคงลักษณะเฉพาะของงานกราฟฟิตี้ที่มักจะมีความแปลกแยก หรือก่อกวนสังคมปกติอยู่บ้างโดยเฉพาะระเบียบของกฎหมายจราจร ด้วยการตกแต่งรถจักรยานยนต์เก่า ๆ ที่เกินไปกว่าที่กฎหมายกำหนด แต่เมื่อเรานึกถึงรูปแบบชีวิตในการประกอบอาชีพของคนไทยที่ต้องเสริม เติมจักรยานยนต์เพื่อให้สอดคล้องกับอาชีพ เช่น รถขายผลไม้ รถขายไอศกรีม รถขายเฉาก๊วย หรือซาเล้ง ฯลฯ เราอาจจะเริ่มเห็นความคล้ายคลึงกันระหว่างศิลปะของอาทิตย์ กับวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งอาจเรียกสิ่งนี้ได้ว่าเป็นสุนทรียภาพเฉพาะชนิดหนึ่งในเชิงวัฒนธรรมร่วมสมัยของไทยก็เป็นได้ นอกจากการใช้จักรยานยนต์ประดับงานกราฟฟิตี้รุกเข้าไปสู่ถนนหนทางในเมืองใหญ่ อาทิตย์ ยังบันทึกภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ไว้ทั้งภาพเคลื่อนไหว ภาพถ่าย นำมาจัดวางร่วมกับจักรยานยนต์ และชิ้นส่วนของงานกราฟฟิตี้ในพื้นที่ของหอศิลป์ ภาพที่ปรากฏทั้งหลายทำให้เราคิดเชื่อมโยงไปได้หลายประเด็น เช่น งานออกแบบยานพาหนะ ประเด็นการอยู่ร่วมกันภายใต้กรอบของกฎหมาย ประเด็นของการเชื่อมโยงสุนทรียภาพของงานกราฟฟิตี้ที่มีที่มาจากโลกตะวันตกมาผสมผสานกับความเป็นไทยแบบบ้าน ๆ เข้าไว้ด้วยกัน ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้เราเห็นแนวทางการสร้างปฏิสัมพันธ์ใหม่ ๆ ของทั้งงานกราฟฟิตี้ งานศิลปะกับผู้คน และวิถีชีวิตจริงของสังคมเมือง ผลงานของ อาทิตย์ เป็นอีกหนึ่งตัวอย่างของความพยายามที่จะขยายขอบเขตศิลปะ ซึ่งสิ่งนี้เองได้ทำให้เราได้รับรู้ประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่เต็มไปด้วยความสนุกซุกซน และน่าติดตาม

ผลงานบางส่วนของจิตรกรรุ่นใหม่จากนิทรรศการศิลปนิพนธ์ “NOIR ART THESIS 2016” ของนักศึกษาคณะจิตรกรรม ประติมากรรมและภาพพิมพ์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เราจะเข้าใจทัศนคติของคนรุ่นใหม่ การคิด และการสร้างเพื่อให้เกิด “สิ่งใหม่” นั้นอาจจะไม่ใช่โจทย์ใหญ่เสมอไปเพราะความใหม่มันเป็นค่านิยมแห่งยุคโมเดิร์นนิสม์ซึ่งมันได้ล่วงเลยมานานพอสมควรแล้ว ถึงแม้ว่าสังคมไทยจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเราเป็นสังคมหลังสมัยใหม่ได้อย่างเต็มปากเพราะเราไม่ได้มีพัฒนาการเหมือนอย่างโลกตะวันตกเขา การที่หยิบยกตัวอย่างในทัศนะของจิตรกรรุ่นใหม่ในสถาบันศิลปะที่เก่าแก่ของประเทศไทย ที่ได้สร้างสรรค์งานทั้งสามกลุ่มตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้วนั้น ก็อาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงทิศทางการสร้างงานศิลปะที่มีลักษณะไม่ตายตัว และมีความพยายามที่จะเผยให้เห็นรอยต่อของเวลาในการเดินไปข้างหน้า การเห็นคุณค่าทั้งของความเป็นดั้งเดิม และคุณค่าในการแสวงหาประสบการณ์ใหม่ ๆ ไปพร้อม ๆ กัน การสร้างสรรค์ที่เราอาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องรบราฆ่าฟัน หรือเหยียบย่ำผลิตผลเก่า ๆ ให้จมดิน การำถ้อยทีถ้อยอาศัยอาจเป็นแนวทางที่ไม่ค่อยจะเร้าใจ ซึ่งเราก็ควรมองว่าแนวทางใดก็ตามมันเป็นเพียงแนวทางหนึ่งของการแสดงออกทางศิลปะ ซึ่งมันก็สามารถทำให้เราเดินต่อไปข้างหน้าได้เช่นกัน ผลงานศิลปนิพนธ์คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญบนเส้นทางสายศิลปะ เพราะอย่างน้อยสิ่งที่นักศึกษาศิลปะได้คิด และทำมันได้ออกสู่สาธารณะอย่างแท้จริง และเป็นสะพานเชื่อมไปสู่โลกแห่งความเป็นจริงที่คนรุ่นใหม่จะต้องรับมือกับมัน…ขอบคุณครับ

Leave a Response

Font Resize
X