บทความที่น่าสนใจ

ศิลปะร่วมสมัยในประเทศไทย

2.27Kviews

จากประวัติศาสตร์ชาติไทย นับตั้งแต่สมัยสุโขทัยเรื่อยมาจนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ งานศิลปกรรมไทยถูกสร้างสรรค์อยู่บนพื้นฐานความเชื่อเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาและเรื่องราวจากวรรณคดี

งานจิตรกรรมไทยที่พบอยู่ตามฝาผนังในพระอุโบสถหรือในสมุดข่อย มักเป็นภาพเล่าเรื่องที่เขียนด้วยความคิดจินตนาการตามอุดมคติของกระบวนงานช่างไทย คือ นิยมเขียนสีแบน ไม่คำนึงถึงแสงและเงา นิยมตัดเส้นให้เห็นชัดเจน และเส้นที่ใช้จะแสดงความรู้สึกเคลื่อนไหวนุ่มนวล นิยมเขียนตัวพระตัวนางเป็นแบบละคร มีลีลาท่าทางเหมือนกัน แตกต่างกันตรงสีของร่างกายและเครื่องประดับ ภาพที่ปรากฏให้เห็นเป็นมุมมองจากที่สูงมองลงต่ำ และเป็นการเล่าเรื่องราวตลอดภาพ เขียนติดต่อกันเป็นตอนๆ สามารถดูจากซ้ายไปขวาหรือล่างและบนได้ทั่วทั้งภาพ มีการประดับตกแต่งลวดลายไทย มีการใช้สีทองเพื่อเพิ่มความเด่นให้เกิดบรรยากาศสุกสว่างและเพิ่มคุณค่า

ส่วนงานประติมากรรมไทย มีทั้งแบบนูนต่ำ นูนสูง และลอยตัว งานประติมากรรมนูนต่ำและนูนสูงมักทำเป็นลวดลายประกอบกับสถาปัตยกรรม เช่น ลวดลายปูนปั้น ลวดลายแกะสลักประดับตามอาคารบ้านเรือน โบสถ์ วิหาร พระราชวัง ฯลฯ นอกจากนี้ ยังอาจเป็นลวดลายตกแต่งงานประติมากรรมแบบลอยตัวด้วย สำหรับงานประติมากรรมแบบลอยตัวมักทำเป็นพระพุทธรูป เทวรูป รูปเคารพต่างๆ ตุ๊กตาภาชนะดินเผา ตลอดจนเครื่องใช้ต่างๆ เป็นต้น

การคลี่คลายของศิลปกรรมไทย

การคลี่คลายของศิลปกรรมไทยสู่ศิลปะสมัยใหม่นั้น มิได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไป ความจริงอิทธิพลของศิลปะตะวันตกได้เข้าสู่ประเทศไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ซึ่งสมัยนั้นได้มีการติดต่อการค้ากับชาวตะวันตกหลายชาติ เช่น ฝรั่งเศส ฮอลันดา ดังปรากฏรูปแบบของสถาปัตยกรรมตะวันตกหลงเหลือให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ช่องหน้าต่างโค้งแหลมแบบศิลปะโกธิก (Gothic) ในพระนารายณ์ราชนิเวศน์ อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และช่องหน้าต่างตำหนักพระพุทธโฆษาจารย์ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา

อย่างไรก็ตาม อิทธิพลของศิลปะตะวันตกในประเทศไทยเริ่มปรากฏชัดเจนในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๔ (ราว พ.ศ. ๒๓๙๔ – ๒๔๑๑ หรือ ค.ศ. ๑๘๕๑ – ๑๘๖๘) หลักฐานที่ปรากฏให้เห็น อาทิ พระนครคีรี อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี พระที่นั่งวโรภาษพิมานในพระราชวังบางปะอิน อำเภอบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา และที่สำคัญคือ ผลงานจิตรกรรมของขรัวอินโข่ง จิตรกรคนสำคัญในรัชกาลที่ ๔ ซึ่งเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์วิหารที่เคยเขียนตามแบบประเพณีนิยมมาเป็นแบบสัจจนิยม (Realism) อย่างตะวันตก โดยวาดภาพให้มีปริมาตร (Volume) มีแสงและเงา มีทัศนียภาพ (Perspective) เช่น จิตรกรรมฝาผนังพระอุโบสถวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพมหานคร จิตรกรรมวัดมหาสมณารามหรือวัดเขาวัง อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี จิตรกรท่านนี้จึงเป็นต้นกำเนิดของสกุลช่างขรัวอินโข่งในภายหลัง

ครั้นเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๕ ซึ่งเป็นช่วงเวลาของการปรับเปลี่ยนประเทศอย่างจริงจังตามแบบตะวันตกและเป็นช่วงที่ศิลปะตะวันตกเข้ามามีอิทธิพลในประเทศไทยอย่างมาก และจากการเสด็จประพาสยุโรปของพระองค์ท่านทั้ง ๒ ครั้ง มีผลกระทบต่อความเปลี่ยนแปลงด้านศิลปะในประเทศไทยอย่างมาก เพราะพระองค์ท่านได้นำแบบอย่างที่ได้พบเห็นในยุโรปกลับมาประเทศไทย ทรงว่าจ้างสถาปนิก จิตรกร ประติมากรชาวยุโรปหลายคนเข้ามาทำงานในประเทศ ส่วนมากเป็นชาวอิตาเลียน เช่น เซซาเร เฟโร (Cesare Ferro) แกลิเลโอ คินี (Galileo Chini) และคาร์โล ริโกลี (Carlo Rigoli) บรรดาช่างเหล่านี้ได้ฝากผลงานศิลปะแบบตะวันตกไว้เป็นจำนวนมาก ทั้งด้านจิตรกรรม ประติมากรรมและสถาปัตยกรรม เช่น พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นศิลปะแบบตะวันตกทั้งหมด พระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง เป็นสถาปัตยกรรมผสมระหว่างศิลปะตะวันตกและศิลปะไทย เป็นต้น

นอกจากนี้ ช่างและศิลปินชาวตะวันตกที่เข้ามายังให้อิทธิพลทางความคิดแก่ช่างและศิลปินไทยในสมัยนั้นด้วย ทำให้เกิดศิลปะที่มีลักษณะผสมผสานกันระหว่างศิลปะตะวันตกกับศิลปะไทย ช่างไทยคนสำคัญในรัชสมัยนั้น ได้แก่ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ฉายานายช่างใหญ่แห่งกรุงสยาม (เดิมประเทศไทยเรียกว่า ประเทศสยาม และได้มีการเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยในสมัยรัชกาลที่ ๘ ช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒) ผลงานที่ทรงฝากไว้มีมากมาย เช่น จิตรกรรมฝาผนังแบบปูนเปียกหรือเฟรสโก (Fresco) ที่ผนังพระอุโบสถวัดราชาธิวาส กรุงเทพมหานคร ซึ่งพระองค์ท่านเป็นผู้ทรงออกแบบและจิตรกรชาวอิตาเลียน นายคาร์โล ริโกลิ เป็นผู้วาดและระบายสี

ในการเสด็จประพาสยุโรปครั้งที่ ๒ ของรัชกาลที่ ๕ มีช่างเขียนหรือจิตรกรไทยคนสำคัญที่ตามเสด็จไปด้วย คือ พระสรลักษณ์ลิขิต ท่านผู้นี้ได้นำแบบอย่างการเขียนภาพแบบตะวันตกมาสอนในโรงเรียนเพาะช่าง

จิตรกรไทยที่สำคัญอีกคนหนึ่งที่นำแบบอย่างศิลปะตะวันตกเข้าสู่ประเทศไทยและนำมาสอนในสถาบันศิลปะของไทย คือ ขุนปฏิภาค พิมพ์ลิขิต (เปล่ง ไตรปิ่น) เป็นผู้ที่ไปศึกษาศิลปะอยู่ในยุโรปหลายปี เมื่อกลับมาแล้วได้เป็นครูสอนในโรงเรียนเพาะช่าง

ทั้งนี้ จะเห็นได้ว่าศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทยที่ได้รับแบบอย่างมาจากยุโรป มีลักษณะค่อยเป็นค่อยไปผ่านเข้าสู่บุคคลและสถาบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ ซึ่งนำศิลปะตะวันตกเข้ามาสู่ราชสำนัก และค่อยๆ แพร่เข้าสู่สถาบันการศึกษา

องค์กรและสถาบันด้านศิลปะในยุคเริ่มต้น

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ พระองค์ทรงเล็งเห็นถึงความสำคัญที่ต้องปรับเปลี่ยนงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติไปในทิศทางตะวันตก ทั้งนี้เพื่อความอยู่รอดจากกระแสของจักรวรรดินิยมตะวันตก อาทิ

ปี พ.ศ. ๒๔๕๔ ทรงกำหนดสาขางานศิลปวัฒนธรรมและก่อตั้งหน่วยงานเพื่อทำหน้าที่ดูแลงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ โดยแบ่งออกเป็น ๗ สาขา คือ งานช่างปั้น ช่างเขียน ดุริยางคศาสตร์ นาฏศาสตร์ สุนทรพจน์ สถาปัตยกรรม และอักษรศาสตร์ โดยเริ่มแรกให้กรมศิลปากรตั้งอยู่ในกระทรวงวัง ต่อมามีการปรับเปลี่ยนสังกัดหลายครั้ง ปัจจุบันสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม

ปี พ.ศ. ๒๔๕๖ ทรงเปิดโรงเรียนทางด้านช่างศิลป์ขึ้นเป็นแห่งแรก คือ โรงเรียนเพาะช่าง สอนด้านหัตถกรรม และทรงจัดให้มีการแสดงงานศิลปหัตถกรรมขึ้นในโรงเรียนสวนกุหลาบ ต่อมามีการจัดประจำทุกปี แต่เดิมการเรียนวิชาช่างจะต้องฝึกหัดและฝึกฝนเป็นหลัก การเรียนการสอนจำกัดอยู่ในครอบครัวหรือสกุลช่าง หรืออาจเรียนรู้กับพระช่างในวัด ไม่มีการสอนในสถานศึกษาเช่นในปัจจุบัน

ปี พ.ศ. ๒๔๖๖ พระองค์ทรงมีพระราชประสงค์ที่จะดำเนินการเกี่ยวกับอนุสาวรีย์พระมหากษัตริย์ไทย จึงได้ประกาศรับนายช่างอิตาเลียนเข้ามา ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี สอบผ่านเข้ามาทำงานในครั้งนี้ได้ และได้เข้ามาช่วยราชการในตำแหน่งช่างปั้นกรมศิลปากร ต่อมาท่านได้เปลี่ยนชื่อเป็นชื่อไทยว่า “ศิลป์ พีระศรี” รับราชการและทำหน้าที่สอนช่างศิลปะของกรมศิลปากร ดำเนินงานด้านงานปั้นอนุสาวรีย์ ทำการจัดวางแผนการศึกษาด้านศิลปะยุคใหม่แก่เยาวชนไทย ซึ่งท่านผู้นี้ต่อมาได้กลายเป็นกำลังสำคัญในการนำศิลปกรรมไทยสู่ศิลปะร่วมสมัย

ปี พ.ศ. ๒๔๗๗ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้ร่วมกับพระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากรในขณะนั้น และคุณพระสาโรชรัตนนิมมานก์ สถาปนิก จัดตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม โดยดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสอนในระยะแรกๆ ให้ข้าราชการกรมศิลปากรเป็นครูสอน ต่อมาได้ให้ศิษย์ของโรงเรียนประณีตศิลปกรรมรุ่นแรกๆ ที่จบมาเป็นครูช่วยสอน

ปี พ.ศ. ๒๔๘๐ ได้เปลี่ยนชื่อโรงเรียนจากประณีตศิลปกรรม มาเป็นโรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ผลิตช่างศิลป์ ที่มีความสามารถมาปฏิบัติงานรับใช้ชาติตามความต้องการของทางราชการ

ปี พ.ศ. ๒๔๘๖ โรงเรียนศิลปากรแผนกช่าง ได้รับการยกฐานะให้เป็นมหาวิทยาลัย โดยการสนับสนุนของ ฯพณฯ จอมพล แปลก พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ตามประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๑๒ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๘๖ โดยมหาวิทยาลัยเปิดสอนเพียง ๒ สาขา คือ จิตรกรรมและประติมากรรม มีศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี เป็นผู้อำนวยการสอนและดำรงตำแหน่งคณบดีคนแรก (พ.ศ. ๒๔๘๖ – ๒๕๐๕) การเรียนการสอนเน้นการปูพื้นฐานในการปฏิบัติงานศิลปะ โดยการศึกษาให้เกิดความรู้ความเข้าใจธรรมชาติ การถ่ายทอดและแสดงออกในลักษณะเหมือนจริง ดังเห็นได้จากงานของศิษย์รุ่นแรกๆ ได้แก่ แช่ม ขาวมีชื่อ พิมาน มูลประมุข สิทธิเดช แสงหิรัญ แสวง สงฆ์มั่งมี สนั่น ศิลากร ไพฑูรย์ เมืองสมบูรณ์ จำรัส เกียรติก้อง ทวี นันทขว้าง เป็นต้น

แม้ว่าแนวทางการทำงานศิลปะส่วนใหญ่จะเน้นแนวทางเหมือนจริง แต่ก็มีศิลปินหัวก้าวหน้าที่ต้องการสร้างสรรค์งานที่แตกต่างหลุดพ้นจากกรอบความเหมือน อย่างเช่น กลุ่มจักรวรรดิศิลปินที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๗ ประกอบด้วย ๕ สาขา คือ วรรณกรรม จิตรกรรม นาฏกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม คำขวัญของกลุ่มคือ “ศิลปะคืออาภรณ์ของศิลปิน” มีการจัดแสดงผลงานอยู่ ๒ ครั้งก่อนที่จะยุบตัวในปี พ.ศ. ๒๔๙๐ และในปี พ.ศ. ๒๔๙๖ ได้มีการรวมตัวตั้งสมาคมชื่อ จิตรกรรมและปฏิมากรสมาคม จัดแสดงศิลปะขึ้น ณ โรงภาพยนตร์แกรนด์ วังบูรพา มีรูปแบบเหมือนศิลปกรรมแห่งชาติ มีคณะกรรมการตัดสิน แต่ต่อมาสมาคมนี้ก็เงียบหายไป

งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติจุดเริ่มต้นของศิลปะสมัยใหม่

ในช่วงที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี สอนศิลปะที่โรงเรียนประณีตศิลปกรรมนั้น ได้มีการจัดแสดงผลงานศิลปะของนักเรียนขึ้นในงานฉลองรัฐธรรมนูญ เป็นงานประจำปีตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๘๐ สมัยจอมพล ป. พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งมีนโยบายปลุกเร้าประชาชนให้ตื่นตัวเรื่องวัฒนธรรมและความรักชาติ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เสนอแนะกรมศิลปากรให้จัด “งานแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ” ขึ้นเป็นครั้งแรก ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นการช่วยให้ประเทศมีความก้าวหน้า เกิดความเคลื่อนไหวในด้านศิลปะ และเพื่อกระตุ้นให้ประชาชนมีความรู้และเข้าใจงานศิลปะสมัยใหม่ ในแต่ละปีจะมีศิลปินเข้าแข่งขันและร่วมแสดงเป็นประจำต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๓ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานภาพฝีพระหัตถ์เข้าร่วมในการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ครั้งที่ ๑๔ มาจนถึงปัจจุบัน นับตั้งแต่ครั้งที่ ๒๒ เรื่อยมาพระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ผู้แทนพระองค์เป็นประธานในพิธีเปิดการแสดงจนถึงปัจจุบัน

นับเป็นเวลากว่า ๖๐ ปี การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติได้ดำเนินการเรื่อยมาจนถึงครั้งที่ ๕๙ มีศิลปินหลายพันคนที่ผ่านเวทีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ทั้งจิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์ และสื่อผสม ดังนั้น การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญของศิลปะสมัยใหม่ในประเทศไทย

แนวงานที่หลากหลาย

หลังจากการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๒ เป็นต้นมา วงการศิลปะเริ่มมีศิลปินไทยที่ได้รับทุนไปดูงานและศึกษาต่อในต่างประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศในแถบยุโรป โดยเฉพาะประเทศอิตาลี นอกนั้นเป็นประเทศอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี และสหรัฐอเมริกา อิทธิพลทางศิลปะที่ศิลปินได้พบเห็นจากยุโรปและนำกลับมาจึงเป็นแนวการสร้างสรรค์ แบบ Impressionism แบบ Post Impressionism และแบบ Cubism

ในช่วงนั้น อิทธิพลจากลัทธิ Impressionism ส่งผลไปทั่วทั้งอเมริกาและเอเชีย ประเทศไทยก็เช่นกัน มีศิลปินกลุ่มหัวก้าวหน้าดิ้นรนเพื่อแสดงผลงานในความเชื่อใหม่ อิทธิพลที่ได้รับความรู้จากที่เดินทางไปดูงานและศึกษาในต่างประเทศ ทำให้ศิลปินไทยเปิดกว้างขึ้นในการค้นหาแนวทางของตนเองและการสร้างปรัชญาความเชื่อให้เข้าใจตัวเองมากขึ้น เป็นพลังผลักดันการสร้างสรรค์อันสำคัญ ไม่เลียนแบบธรรมชาติเหมือนเคย แต่สร้างจินตนาการจากธรรมชาติขึ้นโดยมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันอยู่ ศิลปินไทยที่ได้รับอิทธิพลจากลัทธิ Impressionism ในสมัยนั้นได้แก่ เฟื้อ หริพิทักษ์ จิตร บัวบุศย์

อิทธิพลจากแนวคิดของลัทธิ Cubism ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลต่องานของศิลปินไทยในช่วงนั้น ความประทับใจในโครงสร้าง เส้น และรูปทรงแบบเรขาคณิต ทำให้ศิลปินไทยพัฒนาเชื่อมต่อแนวคิดนี้เข้ากับลักษณะไทยประเพณี เกิดเป็นรูปแบบใหม่ๆ ที่มีลักษณะเฉพาะขึ้นมา

ศิลปินไทยในยุคนั้นที่ได้รับอิทธิพลจากศิลปะแนว Cubism ได้แก่ งานจิตรกรรมชื่อ มิลานเก่า และ บรัคชาโน ของสวัสดิ์ ตันติสุข ซึ่งไม่ใช้สีที่รุนแรง แต่เป็นโครงสีที่ถูกลดค่าความชัดลงไป ทำให้เกิดความสัมพันธ์ของมิติลึกตื้นและเหลี่ยมสัน นอกจากนั้นยังมีผลงานของอำนาจ พ่วงเสรี ชลูด นิ่มเสมอ สมโภชน์ อุปอินทร์ และพนม สุวรรณบุณย์ เป็นต้น

จากผลงานของศิลปินไทย ทำให้เห็นถึงความพยายามในการค้นหารูปแบบตามแนวคิดของศิลปินไทยเอง ทำให้งานสร้างสรรค์ทั้งจิตรกรรมและประติมากรรมเริ่มคลี่คลายมากขึ้น การแสดงออกของอารมณ์ที่มีความรู้สึกรุนแรงในลักษณะ Expressionism และพัฒนารูปแบบ Cubism เริ่มสลายความเป็นรูปทรงจากธรรมชาติที่มีเหตุผลไปสู่ Semi-Abstract และ Abstract ในที่สุด

ผลงานที่สร้างสรรค์เหล่านี้มักจะถูกนำมาแสดงที่เวทีการแสดงผลงานศิลปกรรมแห่งชาติ ดังนั้นเวทีศิลปกรรมแห่งชาติ จึงเป็นเวทีที่ทำให้เห็นความเคลื่อนไหวของกลุ่มศิลปินที่ได้รับอิทธิพลจากแนวศิลปะในยุโรป ทำให้เห็นการเปลี่ยนแปลง พัฒนาการ และรูปแบบใหม่ๆ ของผลงานศิลปะที่สร้างสรรค์โดยศิลปินไทย

ศิลปะร่วมสมัยสู่สากล

ความเจริญก้าวหน้าในศิลปะสมัยใหม่ได้พัฒนาปรับตัวเองอย่างรวดเร็วจากรูปแบบศิลปะไทยโบราณไปสู่ทัศนะอุดมคติ ก้าวสู่รูปแบบแนวผสมผสานตะวันตกอันหลากหลายตามแนวคิดและทัศนะของศิลปินไทย

ในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ จากการที่ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรี ได้เป็นผู้แทนไทยไปร่วมประชุมองค์การศิลปินระหว่างประเทศ ครั้งที่ ๓ ณ กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้ไปศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนกับต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ในการประชุมครั้งนั้นมีข้อเสนอที่น่าสนใจ คือ การเสนอให้มีการจัดตั้งศูนย์กลางขององค์การศิลปินระหว่างชาติในเอเชีย เพื่อดำเนินการเผยแพร่ศิลปะและวัฒนธรรมของกลุ่มประเทศตะวันออก ในขณะที่บ้านเรา มีการเปิดแกลเลอรี่ของเอกชนขึ้นมาชื่อ “ห้องภาพทินกร” ซึ่งในระยะแรกเป็นเพียงการแสดงผลงาน ต่อมามีการซื้อขายผลงานศิลปะเกิดขึ้น แกลเลอรี่จึงเริ่มเพิ่มจำนวนขึ้นตามลำดับ พื้นที่แสดงงานจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่เวทีการแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ “กลุ่มศิลปินหนุ่ม” ได้เปิดมิติของการแสดงงานใหม่ โดยใช้พื้นที่แกลเลอรี่แสดงงาน ที่ชื่อ “บางกอกอาร์ตเซ็นเตอร์” นับเป็นการเปลี่ยนค่านิยมการแสดงผลงานศิลปะให้กว้างขึ้น

ความเคลื่อนไหวเรื่องการเปิดแกลเลอรี่มีเพิ่มขึ้น และมีความต้องการต่อเนื่อง มีการเปิดแกลเลอรี่ขึ้นหลายแห่ง อาทิ แกลเลอรี่ที่วังสวนผักกาด ของ ม.ร.ว. สุขุมพันธ์ บริพัตร แกลเลอรี่ 20 ของ ดร. สุเมธ ชุมสาย

ต่อมามีการรวมตัวของศิลปินและคนในวงการศิลปะเรียกร้องให้มีการจัดตั้งหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร ที่สี่แยกปทุมวัน โดยในปัจจุบันได้เปิดให้บริการสำหรับประชาชนแล้ว ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๕๑ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสถานที่ให้การศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรมแก่ชุมชนและประชาชน เป็นพื้นที่เชื่อมโยงทุนเดิมจากมรดกทางวัฒนธรรมเข้ากับศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย เพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่หลากหลาย เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สร้างเครือข่าย และระดมทรัพยากรในการดำเนินงานด้านศิลปวัฒนธรรม และเป็นองค์กรส่งเสริม สร้างโอกาส ประสานการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรส่วนท้องถิ่น เพื่อสร้างและพัฒนาระบบการบริหารจัดการหอศิลป์สู่ระดับมาตรฐานสากล เป็นเวทีในการนำเสนอและบริหารจัดการ การแลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่างประเทศ เป็นส่วนเสริมสร้างศักดิ์ศรีแก่กรุงเทพมหานครสู่ความเป็นมหานครแห่งศิลปวัฒนธรรมระดับโลก

ในปัจจุบัน ยังมีการเปิดแกลเลอรีอย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับความต้องการของศิลปินและเป็นพื้นที่ทางพาณิชย์สำหรับงานศิลปะ ขณะเดียวกันเวทีการแสดงศิลปะร่วมสมัยของไทยได้เปิดกว้างสู่เวทีสากลและเวทีโลกมากขึ้น ศิลปินไทยได้รับเชิญเข้าร่วมแสดงงานในเวทีสำคัญๆ ทางศิลปะ อาทิ Venice Biennale ประเทศอิตาลี Istanbul Biennial ประเทศตุรกี São Paulo Biennial ประเทศบราซิล Biennale of Sydney ประเทศออสเตรเลีย Documenta ประเทศเยอรมนี เป็นต้น

ในขณะนี้ ประเทศไทยกำลังก่อสร้างหอศิลป์ร่วมสมัยระดับนานาชาติ บริเวณพื้นที่ ๓๕ ไร่ ส่วนขยายของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก เพื่อเป็นประตูทางศิลปะสู่เอเชีย และมีแผนในการจัดนิทรรศการนานาชาติอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านศิลปะร่วมสมัยของประเทศไทย

ในภาครัฐ ปัจจุบันมีการจัดตั้งสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ภายใต้กระทรวงวัฒนธรรม เพื่อทำหน้าที่ดูแลงานด้านศิลปะร่วมสมัย ตามพระราชบัญญัติการแบ่งส่วนราชการ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕

การดำเนินงานที่ผ่านมากว่าทศวรรษ ได้ดำเนินการผลักดันงานศิลปะร่วมสมัยทั้ง ๙ สาขา ได้แก่ ทัศนศิลป์ วรรณศิลป์ เรขศิลป์ ศิลปการแสดง ดนตรี สถาปัตยกรรม มัณฑนศิลป์ ภาพยนตร์ การออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยดำเนินงานร่วมกับเครือข่ายศิลปินและองค์กรด้านศิลปะทุกสาขา ทั้งในส่วนของการส่งเสริมศิลปิน การจัดทำกฎหมาย การจัดตั้งกองทุน การสร้างองค์ความรู้ การสร้างแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะซึ่งขณะนี้ได้เปิดพื้นที่แสดงนิทรรศการอีกแห่งบริเวณถนนราชดำเนินกลาง ภายใต้ชื่อ “หอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนิน”

ในส่วนของกระทรวงวัฒนธรรม มีการจัดตั้งหอศิลป์ร่วมสมัย บริเวณพื้นที่ ๓๕ ไร่ ส่วนขยายของศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย ถนนรัชดาภิเษก และหอศิลป์ร่วมสมัยราชดำเนินที่ได้เปิดดำเนินการแล้วเมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๖

นอกจากนี้ ยังมีหอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร หอศิลป์ของสถาบันอุดมศึกษาที่การจัดการเรียนการสอนด้านศิลปะ อาทิ หอศิลป์มหาวิทยาลัยศิลปากร หอศิลป์จามจุรี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หอศิลป์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ หอศิลป์มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร เป็นต้น

ในภาคเอกชน มหาวิทยาลัยต่างๆ ของภาคเอกชนที่มีการเรียนการสอนศิลปะก็มีหอศิลป์ของตนเอง เช่น หอศิลป์มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

นอกจากนี้ ยังมี หอศิลป์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ ของธนาคารกรุงเทพ พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย ของคุณบุญชัย เบญจรงคกุล พิพิธภัณฑ์บ้านจิม ทอมป์สัน และแกลเลอรี่อีกเป็นจำนวนมาก หากจะนับเวทีการประกวดและการแสดงศิลปกรรม ซึ่งมีอีกมากมายที่สำคัญๆ ได้รับความนิยมและการยอมรับในระดับประเทศ ได้แก่ การแสดงศิลปกรรมแห่งชาติ จัดโดยมหาวิทยาลัยศิลปากร การประกวด Young Thai Artist Award ของมูลนิธิซิเมนต์ไทย เวทีประกวด “จิตรกรรม ร่วมสมัย พานาโซนิค” ของบริษัท พานาโซนิค ซิว เซลส์ (ประเทศไทย) การประกวดจิตรกรรมบัวหลวงของมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ การประกวดศิลปกรรม “นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” ของกลุ่มบริษัทโตชิบา ประเทศไทย เป็นต้น

ในส่วนของศิลปิน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการสร้างสรรค์งานศิลปะ กระแสอิทธิพลของศิลปะตะวันตกได้มีผลต่อแนวคิดและการพัฒนารูปแบบของศิลปินไทยนำไปสู่การค้นหาแนวทางการสร้างสรรค์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตนมากกว่าการลอกเลียนแบบ การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเริ่มปรากฏให้เห็นในช่วงรัชกาลที่ ๗ – ๘ และชัดเจนเมื่อเข้าสู่รัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ ๙ ศิลปินได้สร้างสรรค์งานตามแบบฉบับแนวคิดและทัศนคติของตนเองที่มีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีการนำเอาเทคนิค วิธีการต่างๆ มาใช้อย่างหลากหลาย รูปแบบของงานไม่จำกัดอยู่แค่ประเภทใดประเภทหนึ่ง เกิดศิลปินร่วมสมัยระดับแนวหน้าจำนวนมากที่สามารถนำผลงานไปปรากฏในเวทีศิลปะโลกได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

อย่างไรก็ตาม การพัฒนาศิลปะร่วมสมัยของไทยยังต้องก้าวต่อไป โดยความร่วมมือของทั้ง ๓ ฝ่ายประสานกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และศิลปิน ร่วมกับภาคีศิลปะในต่างประเทศ

………………………………………………..

จาก “Silpa : Contemporary Art” ไดอารี่ประจำปี 2557 โดยสำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย กระทรวงวัฒนธรรม

Leave a Response

Font Resize
X